จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ด้วย “What if?”

Photo by Ben Sweet on Unsplash

Understanding your ideas machine

วันนี้ผู้เขียนมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า “เครื่องจักรไอเดีย” ที่อยู่ในตัวคุณ ซึ่งจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ ลองศึกษาและนำไปปรับใช้กันดูนะคะ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของสมองของนักดนตรีแจ๊ส ศึกษาโดย ศาสตราจารย์ Charles Limb ที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เขานำนักดนตรีแจ๊สเข้าเครื่องสแกน fMRI ซึ่งเป็นเครื่องสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพที่น่าประหลาดใจของสมองนักดนตรีแจ๊ส โดยเขาได้วางคีย์บอร์ดไว้บนขา เพื่อให้นักดนตรีเล่นเพลงแจ๊สขณะที่เครื่องกำลังบันทึกการทำงานของสมอง 

ในการศึกษาครั้งแรกเขาให้นักดนตรีเล่นเพลงแจ๊สที่กำหนดไว้ ซึ่งถูกส่งให้พวกเขาก่อนที่จะมาทำการทดลอง สิ่งนี้จะช่วยให้นักวิจัยทราบถึงการทำงานของสมองขณะที่เล่นดนตรีจาก “ความทรงจำ” 

จากนั้นก็ให้นักดนตรีลองเล่นเพลงแจ๊สด้วยการด้นสด หรือที่เรียกว่าการ Improvise ซึ่งเป็นการเล่นชุดตัวโน้ตที่พวกเขาไม่เคยเล่นมาก่อน โดยปกติแล้วนักดนตรีแจ๊สมักใช้การเล่นแบบนี้มากกว่าท่องจำ

หากนักดนตรีเล่นเพลงแจ๊สอย่างอิสระ (Improvise) สิ่งที่ศาสตราจารย์ Charles Limb พบก็คือ พื้นที่หนึ่งของสมองจะถูกเปิด และพื้นที่ส่วนใหญ่ของสมองปิดลง พื้นที่ที่ถูกปิดคือ สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การแก้ปัญหา และการคิดวิเคราะห์ที่ต้องใช้เหตุผล ค่านิยมทางจริยธรรม และการตรวจสอบตนเอง (Self-censorship) ซึ่งคุณจะไม่ถูกปิดกั้นจากสิ่งเหล่านี้ มันเหมือนเป็นการอนุญาตให้คุณทำสิ่งที่ผิดพลาดได้

การปิดการใช้งานสมองส่วนนี้ เหมือนการปิดเสียงกระซิบที่มักจะพูดในทำนองที่ว่า “คุณทำไม่ได้หรอก!” 

สิ่งนี้จะปลดล๊อคให้นักดนตรีได้รับอิสรภาพในการเล่นดนตรีและได้รับอนุญาตให้ทำผิดพลาดได้

จากการวิจัยยังพบอีกว่า ความคิดแบบสุ่ม (Random thoughts) มีแนวโน้มทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะการคิดแบบนี้ทำให้สมองของเราสามารถเล่นกับ “What if?” หรือ สถานการณ์สมมติได้ สิ่งนี้จะเป็นตัวจุดประกายความคิดใหม่ๆขึ้น  เช่น เมื่อก่อนเรามีเพียงอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ นักคิดจึงลองถามเล่นๆว่า จะเป็นอย่างไรถ้าอินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ได้? การถามเช่นนี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทำให้ทุกวันนี้ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา

“ถ้าเราเคร่งเครียดมากเกินไป เราจะสูญเสียการเข้าถึงความคิดที่มีคุณค่า ซึ่งความคิดพวกนี้จะเกิดขึ้นขณะที่เราไม่ได้ตั้งใจคิด” เรียกง่ายๆว่า ฝันกลางวัน (Daydreaming) ซึ่งเป็นการสร้างภาพจำลองทางจิต โดยอาจจินตนาการถึงประสบการณ์ในอดีต จินตนาการถึงอนาคต หรือนึกถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ

เราอาจสังเกตเห็นนักออกแบบ นักเขียน หรือนักโฆษณา ใช้เวลาไปกับการนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพังแล้วมองความว่างเปล่านอกหน้าต่าง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขานั่งอยู่เฉยๆ หรืออู้งาน แต่เขากำลังเปิดใช้งานโหมดเริ่มต้น ซึ่งให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นอิสระ เพื่อเข้าถึงความคิดที่กว้างขวางขึ้นและเข้าถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ

คุณอาจลองทำสมองให้อยู่ในโหมดที่ผ่อนคลายนี้ ปลดปล่อยตัวเองให้ได้คิดอย่างอิสระ เพียงแค่คุณต้องวางความกลัวลงก่อน

มีการศึกษาอีกมากมายที่เกี่ยวกับสมอง การศึกษาที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งคือ  สมองทั้งสองซีกทำหน้าที่ในการผลิตไอเดีย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสมองของมนุษย์แบ่งออกเป็นสองซีก ซึ่งซีกซ้ายจะทำหน้าที่คำนวณและประมวลภาษา  ส่วนสมองซีกขวาจะทำหน้าที่จินตนาการและทำงานเกี่ยวกับศิลปะ สมองทั้งสองซีกเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายของใยประสาท เรียกว่า “คอร์ปัส แคลโลซัม” เป็นเหมือนสะพานที่ทำให้สมองทั้งสองซีกทำงานร่วมกัน 

คุณขุนเขา ได้เขียนไว้ในหนังสือ กรรมตามสมองว่า สมองของไอน์สไตน์มีเครือข่ายใยประสาทในส่วนของ “คอปัส แคลโลซัม” แน่นหนากว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด หมายความว่าเขาเป็นคนที่ใช้สมองทั้งสองซีกได้อย่างสอดประสานกันมากกว่าคนอื่นๆ  ซึ่งตรงตามประวัติของไอน์สโตน์ว่า “เขามักแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ด้วยจินตนาการนั่นเอง” 

และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีข้อมูลที่สนับสนุนว่าเราสามารถพัฒนาสมองของเราให้เป็นสมองแบบไอน์สไตน์ได้  โดยการฝึกคิด ฝึกพูด ฝึกทำ และจดจ่อในสิ่งที่ชอบอย่างไม่ลดละ 

กล่าวคือ สมองที่พิเศษของไอน์สไตน์เกิดจาก ความรักที่เขามีต่อคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และการใช้จินตนาการ ประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะไขความลับของจักรวาล ไม่ได้เกิดจากโชคแต่อย่างใด

ขุนเขา สินธุเสน

วันนี้ก็เลยอยากชวนทุกคนมาปั้นสมองแบบไอน์สไตน์กัน ลองฝึกมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ โดยการให้สมองของคุณได้เล่นกับประโยค “What if?” วิธีการก็คือให้คุณลองคิดเล่นๆ กับประโยคนี้ “จะเป็นอย่างไร ถ้า……………….. ” แล้วคุณก็เติมสถานการณ์ที่คุณต้องการลงไป จากนั้นก็ลองหาไอเดียต่างๆมาช่วยทำให้สถานการณ์นั้นเป็นไปได้

ลองนำไปความรู้ที่อ่านไปปรับใช้กันดูนะคะ แอบหวังเล็กๆว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง ผู้เขียนจะพยายามแปลให้อ่านกันเรื่อยๆ ขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาเข้ามาอ่านค่ะ 🙂


Copyright © 2018. All rights reserved.