จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์

“Most people don’t know what creativity actually means”

Dave Birss ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อเรื่อง How to get to great ideas เป็นหนังสือเกี่ยวกับวิธีการพัฒนาทักษะการคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งเขามีอาชีพอยู่ในวงการโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และ วงการเพลง

เขามีความสงสัยว่า ผู้คนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “ความคิดสร้างสรรค์” หรือไม่? เขาจึงสร้างเว็บไซต์ง่ายๆ และให้อดีตเพื่อนร่วมงานตอบตามความคิดของตนเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงความหมายจากพจนานุกรม เขาได้คำตอบมาทั้งหมด 473 คำตอบ

ความหมายที่พบมากที่สุดคือ ความคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดนอกกรอบ ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่มันเป็นความหมายที่ดูน่าเบื่อ และไม่ได้ช่วยให้เข้าใจคำๆนี้มากขึ้นเลย

บางคนก็คิดว่ามันเป็นคำที่ศิลปินใช้เพื่อแสดงออกถึงตัวตนในสังคม ส่วนใหญ่ก็ยังมีความสับสนระหว่าง ศิลปะ กับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจริงๆแล้วศิลปะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

บางคนก็คิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์ หรือเป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่จริงๆแล้วความคิดสร้างสรรค์จัดเป็นทักษะอย่างหนึ่ง หากขึ้นชื่อว่าเป็นทักษะแล้ว แปลว่าทุกคนสามารถฝึกฝนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้ ถ้าเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์กับมัดกล้ามเนื้อในร่างกาย หากเราใช้งานหรือออกกำลังมัดกล้ามเนื้อส่วนนี้บ่อยๆ มันก็จะแข็งแรงขึ้นมาได้

ก่อนที่จะลงมือฝึก คุณต้องทราบก่อนว่า มีบางไอเดียที่ไม่ใช่ไอเดียที่ดี มันไม่ยากเลยที่คุณจะคิดไอเดียต่างๆขึ้นมาได้ แต่จะทราบได้อย่างไรว่าไอเดียใดเป็นไอเดียที่ดี

นักวิชาการมีเกณฑ์ในการตัดสินความคิดสร้างสรรค์โดยแบ่งเป็น 2 คำหลักๆก็คือ “ความใหม่” กับ “คุณค่า” เราก็จะสงสัยว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่าใหม่ เพราะความใหม่มีหลายระดับ เช่น ความคิดนี้ใหม่สำหรับเรา ใหม่สำหรับกลุ่มเพื่อน ใหม่สำหรับบริษัท หรือใหม่สำหรับใบโลกนี้ และแต่ละระดับก็ยังส่งผลแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Dave Birss ได้ให้ตัวอย่างไว้ว่า ตอนเขาอายุสี่ขวบ เขาเขียนเพลงที่น่ารักมากซึ่งบรรเลงด้วยเปียโน เขามีความสุขมากกับเพลงนี้ เขาพยายามฝึกซ้อมจนได้เสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง จากนั้นเขาก็บรรเลงเพลงนี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็หัวเราะออกมาแล้วถามว่า “นายเขียนเพลงนี้จริงๆเหรอ? นี่มันท่อนจบของเพลง Layla ที่เขียนโดย Eric Clapton นะ” Dave งงมาก เพราะเขารู้สึกว่ามันใหม่สำหรับเขาจริงๆ แต่ทว่าเพลงนี้ไม่ได้ใหม่สำหรับคนอื่นๆ ในทางกลับกัน ตอนที่ Eric Clapton เขียนเพลงที่เหมือนกันนี้ มันเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ซึ่งนั่นก็คือเพลงใหม่สำหรับโลกใบนี้

แต่บางไอเดียก็สามารถมีพลังอำนาจสูง แม้เป็นเพียงสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรม ซึ่ง Richard และ Maurice McDonald เป็นผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารเลยทีเดียว โดยเขาได้ประยุกต์ใช้ระบบสายพานที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ที่พัฒนาขึ้นโดย Henry ford มาใช้ในการผลิตเบอร์เกอร์ ทำให้การผลิตอาหารของ Mcdonald เพิ่มความเร็วและมีความมั่นคงอย่างมาก จะเห็นว่าระบบสายพานไม่ได้ใหม่ในระดับโลก แต่เป็นของใหม่สำหรับการผลิตเบอร์เกอร์ในครัว

ทีนี้เรามาพูดถึง “คุณค่า” กันบ้าง ซึ่งการให้คุณค่าไอเดียในระดับบุคคลและองค์กรมีความแตกต่างกัน บางองค์กรอาจให้คุณค่าไอเดียที่เกี่ยวกับศักยภาพในการสร้างรายได้ บางองค์กรอาจเป็นความโดดเด่นในการแข่งขัน หรืออาจให้คุณค่ากับการทำให้ผู้คนรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ตอบให้ได้ว่าไอเดียนี้คิดขึ้นมาแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร?

เมื่อคุณทำงานกับไอเดีย มันจะดีมากหากคุณกำหนด “คุณค่า” ในแบบที่คุณต้องการ ถ้าคุณมีเป้าหมายข้างหน้าที่ชัดเจน คุณจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น และมันจะช่วยให้คุณตัดสินไอเดียของคุณได้ง่ายขึ้นด้วยว่าคุณควรจะทำตามไอเดียนั้นหรือไม่

“มาลองออกกำลังมัดกล้ามเนื้อส่วนความคิดสร้างสรรค์กันเถอะ”

ค้นหาไอเดียและลองวิเคราะห์ว่า ไอเดียไหนที่มีความแปลกใหม่และมีคุณค่าสำหรับคุณ

ก่อนที่คุณจะเริ่มค้นหาไอเดีย มันจะดีมาก ถ้าคุณเข้าใจว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ใหม่และมีคุณค่า และเนื่องจากไอเดียเริ่มต้นมาจากการคิดเพื่อแก้ปัญหา จึงให้คุณลองเลือกปัญหา 2 อย่างและลองวิเคราะห์ว่าสิ่งนั้นมีความใหม่ระดับใด และมีคุณค่าอย่างไร

1.เลือกปัญหาส่วนตัวที่ต้องการไอเดียมาช่วยในการแก้ไข เช่น คุณอาจต้องการทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น หรือประสบความสำเร็จในการออกเดท ทั้งหมดนี้คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัวของคุณ ให้คุณเลือกสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

2.เลือกปัญหาที่พบในที่ทำงาน หรือเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขอบข่ายการทำงานของคุณที่คุณไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร บางทีคุณอาจะอยากเปลี่ยนมุมมองของบริษัท ช่วยลดความสิ้นเปลือง หรือดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ โดยคุณสามารถเลือกขนาดปัญหาที่เล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ได้ในการฝึกครั้งแรก

ปัญหาแต่ละข้อจะทำให้คุณได้ลองสำรวจว่า มันเป็นสิ่งที่ใหม่ระดับโลก หรือเป็นบางสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น คือมันใหม่สำหรับคุณ และคุณค่าแบบไหนที่คุณต้องการ และตอบคำถามให้ได้ว่าคุณจะทราบได้อย่างไรว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งสิ่งต่างๆที่คุณต้องการทำอาจมีหลายข้อ ให้คุณเขียนทั้งหมดลงไป และเลือก 3 – 4 ข้อที่สำคัญที่สุด จากนั้นก็พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของคุณ โดยการคิดแก้ไขปัญหานั้นซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้น คือ Discover > Produce > Refine > Repurpose > Combine แต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้

  1. Discover (ขั้นการค้นพบ) ขั้นแรกเป็นการหัดสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่ในโลก แต่ให้เป็นสิ่งใหม่สำหรับคุณก็พอ เช่น Dave Birss สังเกตเห็นว่าขณะที่เขาลากกระเป๋าเดินทาง เสียงล้อที่ลากไปจะเป็นเสียงคล้ายการฮัมเพลง “ฮัมมมมม”(ซาวด์ประกอบ) เสียงฮัมจะแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นแบบต่างๆที่ล้อเคลื่อนผ่าน เขาก็คิดว่าถ้าปรับระยะห่างของปุ่มเล็กๆที่พื้น ก็น่าจะทำให้เกิดเสียงตามที่ต้องการได้
  2. Produce (ขั้นการผลิต) ขั้นที่สองนี้เป็นการนำแนวคิดที่ค้นพบมาลองนึกดูว่า สามารถนำไปปรับใช้ในเรื่องใดได้บ้าง เขาคิดออกมาเป็นข้อๆ คือให้เสียงเตือนขณะสิ้นสุดทางเลื่อน ให้เสียงเพลงเมื่อคนเดินผ่าน ให้เสียงเตือนตอนสิ้นสุดทางเดิน จากนั้นก็คิดต่อว่าไอเดียไหนจะเป็นไอเดียที่ทำได้จริงมากที่สุด และทำตามไอเดียที่เลือก ซึ่งเขาคิดว่าไอเดียที่ 2 ดูจะเป็นไอเดียที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เขาคิดว่าถ้านำไอเดียนี้ไปใช้ในสายการบิน British คงจะดี โดยเขาจินตนาการว่าถ้าปุ่มพวกนี้สามารถบรรเลงบางส่วนในเพลง The flower duet ได้ คงจะให้ประสบการณ์ที่ดีในเที่ยวบินนี้ของคุณไม่น้อย
  3. Refine (ขั้นปรับแต่ง) ขั้นที่สามเป็นการคิดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องสร้างจริง แต่ใช้การคิดล่วงหน้าคาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาอะไรบ้างในการทำตามไอเดียนั้นๆและคิดวิธีแก้ไขปัญหา เช่น เขาคิดว่าคนที่ลากกระเป๋าผ่านพื้นที่ที่เขาทำไว้ อาจจะกลัวว่าล้อจะเสียหาย เขาจึงคิดว่าจะแก้ไขโดยการทำปุ่มให้เล็กลง ซึ่งจะทำให้รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนน้อยลง
  4. Repurpose (ขั้นปรับเปลี่ยน) ตอนนี้คุณคงต้องการจะลองทดสอบตามไอเดียที่คิดไว้ หรืออยากทราบผลลัพธ์ของไอเดีย และค้นหาวิธีใช้แบบอื่นๆ ซึ่งแถบดนตรีที่เขาคิดขึ้นนั้น ทำให้เขานึกถึงแถบขวางๆบนถนนมอเตอร์เวย์ที่ใช้เตือนคนขับรถ ไม่ให้ไปชนสิ่งกีดขวาง หรือป้องกันคนขับหลับใน เขาสงสัยว่า ascending หรือ descending tone (เสียงนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนข้างหน้ามีอันตราย) สามารถส่งเสริมให้คนขับมีสติและขับรถช้าลงได้หรือไม่ เขาคิดว่ามันอาจคุ้มค่าในการลองดูว่าสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและช่วยชีวิตคนได้หรือไม่
  5. Combine (ขั้นการรวมกัน) เป็นขั้นสุดยอดของความคิดสร้างสรรค์ ที่คุณจะนำแนวคิดของคุณกับแนวคิดอื่นๆมาผสมผสานกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น เมื่อคิดเกี่ยวกับโอกาสทางการตลาดของไอเดียแถบดนตรีของเขา เขาก็เริ่มคิดต่อไปว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเล่นเพลงสั้นๆตอนเปิดประตู เขาจึงรวมไอเดียแถบดนตรีเข้ากับไอเดียการทำให้มีเสียงเมโลดี้ตอนเปิดประตู เขาจึงนึกภาพชิ้นพลาสติกโค้งใส่แถบดนตรี แล้วไปฝังไว้ที่ขอบประตูและติดตัวถูไว้ที่ประตู เมื่อเปิดประตู ตัวถูก็จะถูกับแถบดนตรีทำให้เกิดเสียงเมโลดี้ เพียงเท่านี้สินค้าใหม่ก็เกิดขึ้นมาแล้ว

ในขั้นตอนทั้งหมดนี้ Dave Birss ใช้เวลาแค่สามสิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมง และเขาคิดว่ามันทำให้เกิดไอเดียเจ๋งๆขึ้นมาได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณจดจ่อกับสิ่งที่คุณสนใจในมุมที่คุณไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อน มันคุ้มค่าที่จะลอง เพราะบางทีมันอาจจะให้ไอเดียสำหรับการสร้างแบรนด์สินค้าใหม่หรือธุรกิจใหม่ได้เลยทีเดียว

ผู้เขียนเชื่อว่า เด็กๆหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง สนุกเมื่อได้คิด ได้ลงมือทำ สนุกเมื่อได้มีพื้นที่สำหรับการทดลอง สนุกเมื่อมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด สนุกและดีใจที่รู้ว่าตัวคุณเองก็มีความคิดสร้างสรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวเหมือนกัน ดึงมันออกมา ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเวลาให้ได้

ทุกวันนี้เราแค่ไม่มีเวลามากพอที่จะได้นั่งลงเงียบๆและคิดในสิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่าจริงๆ ข้อชวนคิดอีกอย่างหนึ่งคือ อยากให้ทุกคนถามกับตัวเองว่า เรากำลังทำงานที่ “หุ่นยนต์” ก็ทำได้อยู่หรือไม่? คนที่สร้างสิ่งพิเศษได้คือคนที่ทำงานด้วยหัวใจ ใส่ใจในเรื่องเล็กๆ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราจะทำงานโดยใส่ความรู้สึกและจิตวิญญาณลงไป เพื่อให้งานชื้นนั้นเป็นงานที่มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ ไม่ใช่หุ่นยนต์

Copyright © 2018. All rights reserved.