ลูกติดมือถือทำยังไงดี

ในขณะที่เรามีทางเลือกมากมาย ถ้าหิวก็ขับรถออกไปซื้ออาหารอร่อยๆทาน เบื่ออยากไปเที่ยวนอกบ้านออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็ไปได้ เราทำงานมีเงินเดือนรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่บนโลกออนไลน์อาจเป็นทางเลือกเดียวสำหรับเด็กๆสมัยนี้ที่เค้าใช้ในการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ เมื่อก่อนสมัยเราเป็นเด็กแบบเขา เราต้องออกไปนอกบ้านวิ่งไปหาเพื่อนเพื่อชวนชาวแก๊งออกมาดีดลูกแก้ว โดดหนังยาง เล่นหมากเก็บ ทำกับข้าวด้วยดิน หรือเล่นซ่อนแอบ ระหว่างนี้ผู้เขียนก็แอบตกใจ เออเราก็แก่เหมือนกันนะเนี่ย…

“ขณะที่เราต้องออกไปนอกบ้านเพื่อเจอเพื่อนๆ แต่เด็กสมัยนี้สามารถเล่นกับเพื่อนได้ทั้งๆที่อยู่ในห้องของตัวเอง”

ผู้เขียนจึงคิดว่าการที่เราจัดการแก้ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ ติดโซเชียล ติดเกม โดยการแยกเด็กออกจากโลกออนไลน์เลยก็ดูจะสุดโต่งและโหดร้ายกับเด็กเกินไปหน่อย เพราะนี่อาจเป็นสิ่งที่สร้างความสุขและเป็นส่วนเติมเต็มบางอย่างในจิตใจของเขา และข้อมูลที่มีประโยชน์บนโลกออนไลน์ยังคงมีอีกมาก

พ่อแม่มักจะพูดถึงความเป็นส่วนตัว แต่พ่อแม่กลับบอกว่าเขามีสิทธิ์ที่จะดูทุกอย่างของลูกได้ และพยายามจับตาดูพฤติกรรมการท่องโลกออนไลน์ของลูกตลอดเวลา เพราะกังวลว่าเขาจะใช้อินเตอร์เน็ตออกนอกลู่นอกทาง แต่นั่นอาจเป็นการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของลูกก็ได้

เราควรอยู่ในโลกเดียวกับเขา โดยการกระโดดไปอยู่ฝั่งเดียวกับเขา จะต้องทำให้เขาไว้ใจเราก่อน จากนั้นจึงให้คำปรึกษาอย่างเพื่อนที่เข้าใจ ไม่ตัดสินสิ่งที่เด็กทำว่าถูกหรือผิด แต่คุยกันอย่างมีเหตุผล ไถ่ถามถึงสาเหตุ และพูดคุยถึงผลกระทบ หรือชักชวนกันค้นหาข้อเท็จจริงของข้อมูลบนโลกออนไลน์ เรียนรู้ไปด้วยกันกับเด็กๆ

พลังจากข้อมูลข่าวสารมีความสุดยอด และนี่คือ “โอกาส” เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้และฟรี

หากครู หรือพ่อแม่ผู้ปกครอง “มองกลับด้าน” โดยลองมองในมุมของเด็กๆ และคิดหาวิธีในการที่จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถใช้เครื่องมืออันทรงพลังนี้ให้เกิดประโยชน์ เป็นแหล่งในการค้นหาข้อมูลที่เขาสนใจ และให้เขาใช้อย่างรู้เท่าทัน เพราะเด็กก็คือเด็ก

ไม่ว่าเขาจะใช้เครื่องมือนี้ได้คล่องแคล่วแค่ไหน เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี บางอย่างเขาอาจจะเห็นเป็นเรื่องสนุกจึงกดแชร์ เราก็เข้าไปเห็นและคิดว่าไม่เหมาะสม แต่เราลืมคิดไปว่า เขาไม่ได้แชร์ให้เราดู เขาแชร์ให้เพื่อนๆดู นี่ก็คืออีกหนึ่งข้อควรระวัง และเด็กๆก็ควรจะทราบในเรื่องนี้ คือ บนโลกออนไลน์จะไม่มีการแบ่งแยกบริบทเหมือนโลกทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น ในโลกทางกายภาพหากเราคุยกับเจ้านายเราก็จะเลือกใช้ภาษาแบบหนึ่ง เมื่อคุยกับเด็กเราก็จะใช้ภาษาอีกแบบหนึ่ง เราเลือกบริบทในการแสดงออกได้

สำหรับโลกออนไลน์ ผู้ใช้ทุกคนเท่าเทียมกัน เราจะไม่มีอำนาจใดๆบนนั้น ทุกคนใช้ภาษาอย่างที่ตนเองต้องการ เพราะเราไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าใครจะเข้ามาอ่าน อีกฝ่ายจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร และบางครั้งโปรไฟล์ของบุคคลอื่นก็ไม่ได้แสดงให้เราเห็นข้อมูลส่วนตัว คุณจะสังเกตได้ว่า โพสต์ที่เราตั้งใจโพสต์ เพื่อสื่อสารถึงใครคนหนึ่ง แต่อีกคนที่เข้ามาพบกลับคิดเป็นอีกแบบหนึ่ง เด็กๆอาจจะโพสต์เพื่อเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน แต่เรากลับเห็นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

สิ่งที่เด็กๆทำหรือพลาดพลั้งอาจส่งผลต่อไปไม่รู้จบ เพราะข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต หากอัพโหลดขึ้นไปแล้วลบออกยากมากหรืออาจคงอยู่ตลอดไป สิ่งเหล่านั้นก็จะกลับมาหลอกหลอนเด็กๆได้ทุกครั้งที่เขาเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์

เราจะทำอย่างไรให้เด็กๆตระหนักถึงผลกระทบที่เขากำลังทำ เพราะโดยธรรมชาติของเด็ก คือเขากำลังอยู่ในวัยสนุก มุมของเขาอาจเห็นว่ามันตลก แต่เราส่วนใหญ่จะมาว่าเว็บนี้แชร์มาได้อย่างไร ไม่น่าดู ไม่เหมาะสม เราอาจจะโมโหและสั่งให้เด็กลบออกทันที ซึ่งเด็กมักจะต่อต้านและยากที่จะเข้าใจสารที่เราต้องการสื่อ ทั้งๆที่มันออกมาจากความหวังดี นี่คือสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเรา

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจว่าเขามีตัวตนเดียว เด็กบางคนเป็นเด็กที่เรียบร้อย เชื่อฟัง น่ารัก และตั้งใจเรียน แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ล้มตัวลงนอนและเริ่มเชื่อมต่อตัวตนที่สร้างไว้บนโลกออนไลน์ สิ่งที่น่าตกใจคือเหตุใดตัวตนนั้นกลับแตกต่างจากตัวตนในโลกกายภาพอย่างสิ้นเชิง เช่น แสดงความคิดเห็นโดยใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่มีมารยาทในสังคม หรือด่าว่าบุคคลอื่นๆ จริงๆแล้วเด็กควรเข้าใจว่าเรามีตัวตนเดียว และหากเด็กใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง บนโลกออนไลน์แล้วตัวเราจริงๆก็จะได้รับผลกระทบด้วย 

ด้วยความที่โลกอินเตอร์เน็ตดูเหมือนเป็นพื้นที่เปิดกว้าง อิสระ ให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าสามารถทำอะไรก็ได้บนนั้น จะไร้มายาทอย่างไรก็ได้ หรือต่อว่าด่าทอใครก็ได้บนนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว หากเรามีสิ่งที่ดีงามอย่างไรในโลกกายภาพ เราก็ควรจะรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ ค่านิยมที่ดีงามเหล่านั้นก็ควรอยู่บนโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน มีมารยาทที่ดีต่อกัน การเคารพสิทธิของผู้อื่น และรับผิดชอบในทุกการกระทำบนโลกอินเตอร์เน็ต เด็กๆควรเข้าใจในสิ่งนี้

ทุกวันนี้เวลาเราเดินเข้าไปสั่งกะเพราไข่ดาวสักจาน ในระหว่างรอแม่ค้าละเมียดกับการเหยาะซอสปรุงรสลงกะทะ  พวกเราส่วนใหญ่ก็มักจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความในไลน์ สิ่งที่พบคือภาพสวัสดีวันพุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ….พร้อมแบล็คกราวดอกไม้หลากชนิดไม่ซ้ำวัน บางทีก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าเขาไปเอามาจากไหน คือมันไม่ซ้ำกันเลย ถ้าเก็บสะสมคงจะได้ดอกไม้หลายพันชนิดแล้วล่ะ และบางทีเราก็เช็คข่าวสารบ้านเมือง ไถฟีดเฟซบุ๊คไปมาสอดส่องข้อมูลที่น่าสนใจ โพสต์ไหนน่าสนใจก็มักจะแชร์เก็บไว้ก่อน

สักพักอาจไถไปเห็นรองเท้าวิ่งสุดคูล ที่นักวิ่งโพสต์เล่นกันในกลุ่ม เราก็เอ๊ะ เงินเดือนก็เพิ่งออก รองเท้าที่มีก็เหมือนจะคับไปหน่อย โอกาสเหมาะเจาะพอดี จัดอีกสักคู่ดีกว่า มันดีจริงมั้ยนะรุ่นนี้ ลองเสิร์ชดูหน่อยละกัน จากนั้นเราก็จะเจอข้อมูลมหาศาลเปรียบเทียบรุ่นนี้กับรุ่นนั้น ข้อมูลไหลไปเจอรุ่นที่ดีกว่า เจอความคิดเห็นที่แตกต่างกัน บางคนว่ารุ่นนี้ดี บางคนว่าไม่คุ้ม ตัดสินใจไม่ได้สักที  ไถไปไถมา อ้าว กะเพราไข่ดาวหมดจาน โต๊ะข้างหน้า ข้างหลัง ข้างข้างก็ลุกกันไปแล้ว 

บางทีเราไถกันจนเพลิน จนลืมไปว่าเรากำลังรอกะเพรา หรือบางทีกะเพรามาอยู่ตรงหน้าแล้วเราก็ยังไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนของกะเพราอยู่ดี เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเครื่องมือสุดวิเศษที่อยู่ในมือเราตอนนี้มีข่าวสารลอยเข้ามาได้ตลอดเวลา แล้วก็มักจะเป็นข่าวสารที่เราชอบซะด้วยสิ

สังเกตหรือไม่ว่ามักจะมีโฆษณา หรือสิ่งที่เรากำลังสนใจโผล่มาอยู่เสมอ ซึ่งเขาจะดูจากสถิติการใช้งานของเรา ว่าเราเสิร์ชหรือเข้าไปดูเว็บไซต์อะไรบ่อยๆ พื้นที่ในใจเราจึงถูกเครื่องมือสุดวิเศษชิ้นนี้ดึงดูดอยู่เรื่อยไป ด้วยความรวดเร็วและสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูล ค้นอะไรก็เจอ เปิดเว็บอะไรก็เร็วได้ดั่งใจ สินค้านั้นก็ดี สินค้านี้ก็ชอบ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ผลิตโปรดักส์เขารู้ข้อมูลว่าปัจจุบันคนกำลังให้ความสนใจในเรื่องใด เขาก็ผลิตโปรดักส์ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของเรา เพื่อให้สามารถขายโปรดักส์นั้นได้ วิธีการเช่นนี้ จะเป็นการสนับสนุนนิสัยการเอาแต่ใจของเรา และกัดกินความอดทนเราไปทีละน้อย 

สังคมก้มหน้าเพิ่งมีมาประมาณ 5 ปี ไม่นานเลยใช่ไหม แต่เรารู้สึกคุ้นชินกับมัน จนกลายเป็นเรื่องปกติ บางครั้งบ้านเดียวกัน แต่เรากลับไลน์หากันแทนที่จะเดินไปคุย เราเริ่มเสพติดนิสัยการปฏิสัมพันธ์กันทางโลกออนไลน์มากกว่าโลกกายภาพ เสพข้อมูลที่หลากหลาย และเริ่มเสพติดการทำหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะสิ่งต่างๆในยุคนี้หล่อหลอมให้เรามีนิสัยเช่นนี้ “เขาสร้างสิ่งของขึ้นมาเพื่อเอาใจเรา เราจึงเป็นคนที่เอาแต่ใจ ความอดทนจึงน้อยลงไปด้วย”

“ข่าวสารมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เด็กส่วนใหญ่รู้กว้าง แต่ไม่รู้จริง”

ความรวดเร็วอาจทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราหัวร้อนได้ด้วยเช่นกัน เราเสพติดความรวดเร็ว ทำให้เราคาดหวังว่าครั้งต่อไปควรรวดเร็วได้เหมือนครั้งก่อน เช่น ปกติเราทักไลน์เพื่อนร่วมงานไปเพื่อคุยงานและต้องการทราบคำตอบทันที ครั้งก่อนๆเขาจะอ่าน และตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว หากคราวนี้เราทักไปแล้วเขาไม่อ่าน เขาตอบช้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะหงุดหงิดและรู้สึกขัดใจ สังเกตตัวเองง่ายๆ แค่หน้าเว็บไซต์โหลดนานเกิน 3 วินาที คุณก็ไม่รอแล้ว คุณก็ปิดทิ้งและไปเปิดเว็บไซต์อื่นแทน ข้อมูลยาวๆ หรือเข้าใจยาก คุณก็อาจจะปิดทิ้งไปได้ง่ายๆเช่นกัน แม้ข้อมูลนั้นจะมีประโยชน์แค่ไหนก็ตาม 

ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารที่ดึงความสนใจเด็กนักเรียนตลอดเวลา จึงเป็นความท้าทายของคนเป็นครูอย่างยิ่ง ที่จะหาวิธีหลอกล่อเด็กๆให้สนใจเราได้อย่างไร บางคนก็คิดค้นกลยุทธิ์มากมาย สอนด้วยเกมบ้าง การเล่าเรื่องสนุกๆบ้าง อะไรต่างๆสารพัดวิธี คือเราต้องทำตัวให้น่าสนใจตลอดเวลา และสร้างความเข้าใจกับเด็กๆ เพื่อให้เด็กรู้สึกสนใจและติดตามเราไปจนจบคาบเรียน เพราะถ้าเด็กรู้สึกเบื่อและไม่เข้าใจ เค้าจะปิดตัวเองหรือตัดการเชื่อมต่อกับครูทันที และหันมาสนใจข้อมูลข่าวสารที่ไหลเข้ามาในโทรศัพท์มือถือแทน เพราะข่าวพวกนี้มันสนุกและเขารู้สึกว่าน่าสนใจกว่า 

เราต้องต่อสู้กับลิงน้อยทั้งห้อง คิดค้นวิธีให้เขาเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ เราต้องเข้าไปอยู่ในโลกเดียวกับเด็กๆ ลองมองในมุมของเด็ก แล้วเราจะเห็นว่าเด็กๆต้องการอะไร และวิธีสอนแบบไหนที่ตอบโจทย์สำหรับเด็กยุคนี้จริงๆ เชื่อว่ามีคุณครูหลายท่านที่กำลังค้นหา และเหน็ดเหนื่อยกับการแย่งพื้นที่ในใจเด็กจากข้อมูลที่มากมายมหาศาลเหล่านั้น แต่บนโลกใบนี้ไม่มีความพยายามใดที่สูญเปล่า ไม่มีเลย…

เรามาก้าวไปด้วยกันในโลกที่คาดเดาไม่ได้ใบนี้ ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์ของพลังแห่งข้อมูลที่มีอย่างท่วมท้นนี้จะนำพาเราไปสู่จุดใด และโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป เราทำได้เพียงเข้าใจและเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับสิ่งรอบข้างที่เกิดขึ้น ไม่แน่ต่อไปเราอาจจะได้เลือกตั้งออนไลน์ที่มีระบบที่สะดวกสบาย แม่นยำและมีความเที่ยงตรงสูงก็ได้ ใครจะไปรู้ แหม ก็ยังโยงมาได้ เสียวใจจริงๆ…

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบคุณสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกับบริษัท กูเกิ้ล ประเทศไทยจำกัด และบริษัท เอ็ดดูเทค ประเทศไทยจำกัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ให้ความรู้ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ การส่งเสริมการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดี และสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและปลอดภัยบนโลกออนไลน์ จริงๆแล้วมีรายละเอียดที่ล้ำค่าอีกมากมาย แต่ถ้าเขียนทั้งหมดลงไป คงจะยาวเกินไปและผู้เขียนคงจะไม่ได้นอนเป็นแน่แท้… วันนี้จึงขอแชร์เพียงเท่านี้ก่อน

หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากผิดพลาดประการใดของอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย (แหม่ เป๊ะ! ตามสเต็ปการเขียนคำนำ…)

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ

Copyright © 2018. All rights reserved.