“อยากฝากถึงพ่อแม่ อย่าเพิ่งกำหนดเส้นทางของลูก ผมอยากที่จะสำรวจทางแต่ละทางก่อน แล้วค่อยเลือก” น้องเชน (ชานน อุปรา) นักเรียนแลกเปลี่ยน AFS

“มันมีทางเลือกหลายๆทางอยู่ครับ ผมอยากที่จะสำรวจทางแต่ละทางก่อน แล้วค่อยเลือก”

– น้องเชน –

น้องเชนผู้มีวิสัยทัศน์ที่เป็นนักผจญภัย ชอบเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ๆด้วยการนำตัวเองเข้าไปคลุกคลีกับประสบการณ์เหล่านั้นโดยตรง ทำให้เป็นคนที่ไร้ซึ่งความกลัวเมื่อเจอกับสิ่งแปลกใหม่ กล้าคิด กล้าทำ กล้าเรียนรู้ มีอิสระทางความคิด หรือนี่คือคุณลักษณะที่สำคัญของนักเรียน ซึ่งเป็นผลผลิตทางการศึกษาที่ประเทศไทยควรมี? 

“เมื่อไร้ความกลัว ความสุขก็เกิดขึ้น เมื่อนักเรียนมีความสุขอิ่มตัวนอนเนื่องอยู่เต็มหัวใจ แล้วเค้าจะมีพิษภัยต่อสังคมได้อย่างไร?”

ผู้อ่านจะได้พบกับมุมมองที่น่าสนใจเหล่านี้จากน้องเชน

  • การซิ่วหรือเรียนซ้ำชั้นไม่ใช่เรื่องน่าอาย น้องเชนบอกว่า “ช่วงหนึ่งปีที่เรารอ เพื่อที่จะได้อะไรตามที่เราต้องการ มันคุ้มค่ากับการรอครับ”
  • เรื่องการใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียน ไม่ได้มีผลต่อการเรียนของนักเรียน
  • ประสบการณ์ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่ฝึกการรับผิดชอบต่อตนเอง
  • การบริหารจัดการเวลาในการทำการบ้าน ทำสิ่งสำคัญก่อน การผ่อนคลายก็ต้องมี แต่สำคัญรองลงมา
  • การตั้งใจเรียนในห้องเพื่อจะได้ไม่ต้องเรียนพิเศษ
  • ระบบการรับคัดเลือกนักเรียนของต่างประเทศ คือ เค้าไม่เคยตัดสินนักเรียนจากการดูเกรดอย่างเดียว
  • ลูกอาจพบความสุขในชีวิตได้ยาก หากพ่อแม่กำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก

ผมคิดว่าการที่ทำให้มีอารมณ์ดี มันทำให้เราสามารถเรียนได้มากกว่าเดิม ทำให้เราสนุกไปกับการเรียน ซึ่งการที่เราเครียดไปทั้งวัน มันจะทำให้เราทำสิ่งต่างๆไม่ได้ประสิทธิภาพ มันจะรู้สึกไม่ดีกับตัวเองทำไมเราทำไม่ได้ เราต้องทำได้ดีกว่านี้สิ แต่ถ้าเราอารมณ์ดีอยู่ตลอด เราก็จะทำได้เต็มที่มากขึ้นครับ

แล้วเชนเคยเครียดมั้ย?

ก็เคยครับ ถ้าไม่เคยเครียดก็คงยากครับ ก็เรื่องการเรียนก็มีครับ มันก็เครียดอยู่แค่แปบเดียว ผมคิดว่า เออมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ยิ่งเครียดมันก็ยิ่งแย่ ก็ทำใจครับ ทำใจยอมรับมัน ก็เดินต่อไปครับ

น้องเชนเคยสอบตก และได้บอกวิธีการรับมือกับการสอบตกว่า “อย่างแรกก็แก้คะแนนก่อน แล้วหาข้อมูลเพิ่มขึ้นอาจจะถามเพื่อนหรือค้นหาจากอินเตอร์เน็ต เพื่อทำให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น” ดูเหมือนเป็นทางออกที่ง่าย แต่เมื่อมีอารมณ์ที่ขุ่นมัวมาเกี่ยวข้อง ทุกสถานการณ์จะกลายเป็นปัญหาที่ยุ่งยากไปในทันที 

ซึ่งผู้เขียนจึงเห็นว่า เมื่อตัดเรื่องอารมณ์ทางลบที่เกิดขึ้นหลังการสอบตกออกไป ทำให้เราพบวิธีแก้ไขที่เรียบง่าย

ในเหตุการณ์จริง เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรารู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นเรื่องยากที่จะวางความรู้สึกที่ไม่สบายใจได้ แต่เราจำเป็นต้องวางความรู้สึกเหล่านั้นไว้ก่อน จากนั้นก็หันกลับมามองความจริงว่าเราทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่กำลังพบเจอ แล้วเราจะพบทางออกที่เรียบง่ายเอง 

ประสบการณ์ชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนของน้องเชนที่ประเทศฮังการีตั้งอยู่ในทวีปยุโรป

  ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่สวยมากครับ บ้านเมืองของเค้าก็แตกต่างจากที่นี่เยอะมากเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องที่โรงเรียน คือโรงเรียนเค้าจะเล็กกว่าที่นี่ ที่ผมไปก็มีอยู่ประมาณร้อยกว่าคนครับ ซึ่งมันก็จะมีบรรยากาศที่แตกต่างกันตรงที่มันจะไม่เครียดเท่ากับที่ไทย ที่นักเรียนเต็มไปหมด อัดแน่นเต็มไปหมด ซึ่งโรงเรียนที่ไปอยู่หนึ่งห้องจะมีประมาณสามสิบคนซึ่งถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่นๆในประเทศถือว่าเยอะอยู่ อย่างของเพื่อนผมในโรงเรียนอื่นก็ประมาณสิบถึงสิบห้าคนครับ

สิ่งที่ได้จากการเรียนที่ประเทศฮังการี

ได้ประสบการณ์เรียนใหม่ครับ เพราะว่าที่นู่นเค้าจะไม่ได้เรียนหนักเท่าที่นี่ครับ คือจะเลิกเรียนประมาณบ่ายสองทุกวัน เค้าจะให้ความสำคัญกับชีวิตด้านอื่นๆที่ไม่ใช่ด้านการเรียนของนักเรียนมากกว่าที่นี่ครับ การบ้านก็มีน้อยครับ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย เนื้อหาที่เรียนก็ค่อนข้างเข้มข้นอยู่ครับ แต่ว่าเค้าไม่ได้ยัดการบ้านให้นักเรียนทุกวิชา ทุกวันเยอะๆครับ ครูเค้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนมากกว่า เช่น การถามตอบ การให้นักเรียนได้คุยกับครูเยอะๆ แต่ที่เหมือนกับไทยก็คือ นักเรียนจะนั่งเรียงกัน แล้วครูก็จะอยู่หน้าห้อง

บางวิชาก็กล้าถามครู บางวิชาก็ไม่กล้า เพราะว่า คนมันเยอะครับ หรือบางทีถามไปแล้วครูอาจจะไม่ได้ยิน แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของครูนะครับ บางทีคนในห้องก็คุยกันเสียงดัง ถ้าเป็นที่ไทยนักเรียนจะเยอะกว่าที่นู่นอีก ทำให้การคุยกับครูมันยากกว่าเดิม ซึ่งบางทีถ้าเราไม่เข้าใจอะไร ก็จะเสียโอกาสที่จะได้ถามครูครับ เพราะว่ามันเข้าถึงครูยาก ผมก็เห็นหลายๆคนครับ เวลาที่เค้ามีปัญหาอะไร เค้าก็ไม่กล้าที่จะถามครู ซึ่งตอนผมอยู่ที่นู่นมันไม่ใช่นะครับ ใครมีปัญหาอะไร เค้าจะถามครูทันทีถ้าไม่เข้าใจ 

เค้าจะไม่เคร่งเรื่องกติกาอะไรเท่าไหร่ อย่างเช่นชุด ก็ใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียน ทรงผมก็ทรงผมไหนก็ได้ ย้อมสีผมอะไรก็ได้ ส่วนคนที่มาสายเค้าก็จะโดนตักเตือนแต่เค้าจะไม่โดนหักคะแนน เพราะที่นู่นจะไม่มีคะแนนความประพฤติเหมือนที่นี่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอะไรที่ดีที่เค้าไม่ได้ยึดมั่นกับคะแนนมากเกินไปครับ แค่ตักเตือนวินัยให้นักเรียนทำตัวดีขึ้น แต่ถ้ามันเป็นปัญหาที่แย่จริงๆ คือเค้าทำตัวไม่ดีจริงๆ อาจจะถึงขั้นเรียกผู้ปกครอง

สาเหตุที่เค้าไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน ผมคิดว่า เค้าคิดว่ามันไม่สำคัญครับ ไม่ได้มีผลต่อการเรียนของนักเรียน อย่างที่นี่เค้าอาจจะบอกว่ามันเป็นวินัยที่ทุกคนควรจะมี แต่ว่าที่นู่นเค้าจะมีวินัยของเค้าเองอยู่แล้ว เพราะเค้าโตขึ้นมากับบรรยากาศที่ทุกคนจะมีวินัย เค้าถูกเลี้ยงดูแบบนี้ตั้งแต่เด็กอยู่แล้วอ่ะครับ

และเมื่อถามความคิดเห็นน้องเชนเกี่ยวกับการแต่งชุดนักเรียนเชนได้ให้ความคิดเห็นว่า

“ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่สำคัญต่อการเรียนของเด็กนักเรียน เพราะว่าใส่ชุดนักเรียนกับไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน มันก็ไม่ได้ต่างกันในความคิดของผม แต่ผมก็ไม่ได้เป็นทุกข์กับมันครับ แต่ว่าถ้าเปลี่ยนได้ ผมก็อยากให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียนได้ครับ”

มุมมองเกี่ยวกับการซ้ำชั้นของน้องเชน

ก่อนที่จะไปแลกเปลี่ยน ผมก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยดี เพราะเท่าที่ผมได้ยินมา คนที่ซ้ำชั้นก็คือ คนที่เรียนตก คนที่เรียนไม่ผ่าน แต่ว่าหลังจากที่ผมได้ไปมา ผมก็รู้ว่า ที่ผมกลับมาเรียนซ้ำ เพราะว่าผมเสียเวลาช่วงนั้นไปกับการหาประสบการณ์ใหม่ๆที่ดีกว่า ที่มันจะเพิ่มมุมมองใหม่ๆเข้ามาในชีวิตผมครับ ผมก็เลยไม่เสียดายเวลาที่เสียไป คือกลับมาซ้ำชั้นก็เฉยๆครับ คือโรงเรียนก็มีให้เลือกว่าจะซ้ำชั้นหรือว่าจะเลื่อนชั้นครับ ถ้าผมเลือกที่จะซ้ำชั้น คือกลับมาแล้วไปเรียน ม.หก เลย มันก็จะทำให้ผมเหลือเวลาในการเตรียมตัวน้อยลง จะทำให้ต้องยัดทุกอย่าง ทั้งเนื้อหาที่ต้องเรียนใน ม.ห้า ที่ไม่อยู่ แล้วก็ของ ม.หก ที่กำลังเรียนอยู่ ยัดเข้าไปในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งจะทำให้ผมเครียดมากกว่าเดิม ซึ่งผมไม่อยากเครียดครับ ผมอยากเรียนสบายกว่าเดิม ซึ่งเรียนกับน้องๆก็ดีกว่าที่คิดนะครับ ตอนก่อนไปก็ไม่ค่อยสนิทกับน้องๆมากครับ กลับมามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดครับ

แล้วนำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนที่ฮังการีมาปรับใช้ที่นี่อย่างไรบ้าง

เป็นการจัดเวลา ความรับผิดชอบของตัวเอง พยายามทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปทำสิ่งอื่นๆที่ผมอยากทำครับ พ่อผมเป็นหมอผ่าตัด ส่วนแม่ที่จริงแม่ก็จบหมอมา แต่ว่าปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงเรียนนอกระบบครับ จริงๆกับพ่อแม่ผมก็คุยทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องการเมือง เรื่องอะไรคุยได้หมดเลยครับ พ่อแม่ผมเลี้ยงดูแบบไม่เคร่งครับ คือไม่ได้บังคับให้ผมทำอย่างนู้นอย่างนี้ ที่ผมสังเกตจากครอบครัวไทยหลายๆครอบครัว พ่อแม่เค้าจะบังคับให้ลูกไปทางนู้นทางนี้ตามที่เค้าต้องการ อย่างเช่น ให้ลูกไปเรียนหมอ ให้ลูกไปเรียนวิศวะอะไรพวกนี้อ่ะครับ แต่อย่างผม คือพ่อแม่ให้อิสระในการเลือก 

สิ่งที่ผมอยากทำก็คือการไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ ก็คือที่ตอนนี้กำลังเล็งอยู่ก็คือที่อเมริกา ซึ่งพ่อแม่ก็สนับสนุนให้ไปถ้าได้ทุน (หัวเราะ) เพราะว่าค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างจะเยอะครับ ผมก็เลยต้องหาทุนให้ตัวเอง ซึ่งถ้าไปได้มันก็จะเป็นอะไรที่ดี 

ถ้ามีการบ้านมากน้องเชนจัดการอย่างไร

เราต้องจัดการเวลาของเราดีๆครับ คือเราต้องทำให้เสร็จแน่ๆอยู่แล้ว เราควรจะจัดว่าอันไหนควรทำก่อน ควรทำทีหลัง ดึกที่สุดคือผมพยายามทำให้เสร็จไม่เกินเที่ยงคืน เพราะถ้าเกินผมก็จะได้นอนน้อย มาโรงเรียนก็จะทำให้ง่วง เรียนได้ไม่เต็มที่ บางทีก็ทำการบ้านเสร็จชิ้นนึงก็อาจพักไปทำนู่นทำนี่ก่อน บางทีก็เล่นดนตรี เล่นเกมบ้างก็มีครับ แต่ถ้าการบ้านมันเยอะจริงๆก็อาจจะต้องพักพวกนั้นไว้ก่อน เคลียร์การบ้านให้เสร็จทั้งหมด แล้วจะได้มีเวลากลับมาทำในสิ่งที่เราอยากทำครับ 

“ส่วนที่ช่วยในเรื่องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของน้องเชน คือการเล่นเกม”

ตอนเด็กๆผมเล่นเกมเล่นการ์ดยูกิอะไรพวกนี้ครับ ซึ่งมันก็เป็นภาษาอังกฤษครับ มันก็ผลักดันให้ผมเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ คือถ้าผมไม่รู้อะไร ผมก็ไปถามพี่ไปถามพ่อแม่ ว่ามันแปลว่าอะไร พวก The sims ผมก็เล่นเยอะอยู่ครับ คือเกมที่มันต้องได้อ่านภาษาอังกฤษครับ ผมจะเป็นคนที่ชอบเนื้อเรื่องของเกม ผมจะไม่ข้ามเนื้อเรื่อง ผมจะอ่านให้หมด

“ถ้าสำหรับคนที่พูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่เป็น  ภาษาไทยจะเป็นภาษาที่ยากกว่าอยู่ดี คือ ภาษาอังกฤษถ้าเราใช้เวลากับมันจริงๆ มันจะไม่ยากเท่าภาษาไทยครับ แค่เราอยู่ในประเทศไทยที่เราใช้ภาษาไทยอยู่แล้ว มันเลยดูง่ายเฉยๆครับ”

ความคิดเห็นของน้องเชนเกี่ยวกับการเรียนพิเศษ

น้องเชนบอกว่า “ผมเคยเรียนพิเศษตอน ป.หก ครับ และผมรู้สึกว่า ผมไม่สามารถโฟกัสได้เต็มที่ นักเรียนก็เยอะ บางคนที่มาเรียนก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าไม่สนุกอ่ะครับ เสียอารมณ์ เสียอรรถรสในการเรียนครับ” 

“ผมก็พยายามเรียนให้เต็มที่ครับจะได้ไม่ต้องไปเรียนพิเศษ “

เมื่อน้องเชนพูดถึงเรื่องเกรด

ตอนนี้เกรดผมก็กลางๆครับ ไม่ได้ดีมากแล้วก็ไม่ได้แย่มาก ซึ่งมหาวิทยาลัยที่นู่นจากที่ผมสังเกตมา คือต้องใช้เกรดสมัครอยู่ดี แต่ว่าเค้าไม่ได้ดูเกรดเป็นตัวหลัก 

“เกรดต้องใช้สมัคร แต่เค้าไม่เคยตัดสินนักเรียนโดยการดูจากเกรดอย่างเดียว”

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองนอก

อย่างแรกก็คือการใช้ภาษา คือผมได้ภาษาอังกฤษก็จริง แต่ก็ต้องใช้ภาษาในการเรียนรู้สำหรับมหาวิทยาลัยอ่ะครับ แล้วต้องติดต่อเค้าเรื่อยๆ ส่งอีเมล์ถาม อย่างพี่ชายของผม ปัจจุบันก็เรียนอยู่ที่อเมริกาครับ ผมก็อยากไปด้วย พ่อแม่ก็สนับสนุนครับ คือที่นู่นจะมีระบบ financial aid ครับ เราก็สามารถบอกไปได้ว่าปีนึงครอบครัวเราได้รายได้เท่าไหร่ เค้าสามารถจ่ายสมทบได้เท่าไหร่ ซึ่งเราสามารถสมัครไปได้เลย

“ผมคิดว่า มันมีทางเลือกหลายๆทางอยู่ครับ ผมอยากที่จะสำรวจทางแต่ละทางก่อน แล้วค่อยเลือก”

คือผมไม่ได้มีเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรก แล้วมหาวิทยาลัยที่นู่นเค้าจะใช้ระบบที่ว่า เราจะได้เลือกคณะที่อยากเรียนภายในปีสอง พอผมไปผมก็จะมีโอกาสลองลงคอร์สเรียนต่างๆได้ก่อนที่ผมจะเลือกคณะที่ผมอยากเรียนจริงๆ

บางทีเพื่อนๆก็มีถามบ้างว่าทำไมถึงอยากไปเรียน ทำไมไม่ต่อที่ไทยเพราะมันง่ายกว่า ผมก็คิดว่า ที่ไทยมันง่ายกว่าก็จริง แต่ว่าอยากไปเรียนที่ต่างประเทศมากกว่า เพราะว่าผมจะสนุกกับที่นู่นมากกว่าที่ไทยผมคิดว่าคนที่มีเป้าหมาย มีความฝันอยู่แล้วว่าอยากทำอะไร ผมก็คิดว่าดีครับ เพราะอย่างผมเอง ผมก็ยังไม่มีความฝันอะไรจริงๆจังๆ คนที่มีความฝันของเค้าก็ถือว่าดีครับ ถ้าเค้าสามารถไปตามความฝันของเค้าได้ก็ถือว่าสุดยอดเลยครับ ส่วนคนที่ยังไม่มีความฝัน ยังไม่มีเป้าหมายอะไรที่แน่ชัด ผมคิดว่าเค้าก็ยังสามารถใช้เวลา อย่างถ้าอายุเท่าผมนะครับ อยู่ม.ห้า เค้าก็ยังมีเวลา ถึงจะไม่มาก แต่เค้าก็ยังมีเวลาที่จะค้นหาตัวเองอยู่ ก็ให้ลองคิดดีๆ ถ้ายังคิดไม่ออกก็อาจจะยังไม่เป็นไร เผลอๆไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้วซิ่วไปสอบอีกปีหน้าก็ยังได้เลย

มันก็อาจจะเสียเวลา แต่มันก็หนึ่งปีอ่ะครับ คืออย่างผมก็ได้ลองซ้ำชั้นมาแล้วปีนึง มันก็ไม่ได้แย่อะไร คือถ้าเราคิดว่า “ช่วงหนึ่งปีที่เรารอ เพื่อที่จะได้อะไรตามที่เราต้องการ มันคุ้มค่ากับการรอครับ” 

ผมสนใจด้านจิตวิทยาครับ เอาจริงๆก็ยังไม่แน่ใจว่าอยากให้มันเป็นอาชีพของผมเลยหรือเปล่า แต่ว่าถ้าผมได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาจริงๆ จิตวิทยาก็เป็นสาขานึงที่ผมอยากไปเรียนครับ เพราะผมคิดว่ามันดูสนุก ที่เราจะได้เรียนรู้ความคิดของคน ว่าเค้าคิดยังไง ทำไมเค้าถึงคิดแบบนี้ บางทีก็ใช้บ้างครับ เวลาคุยกับคนนู้นคนนี้เราก็พยายามคุยให้เค้าคล้อยตามได้ครับ

สิ่งที่อยากบอกเพื่อนๆ

เรื่องเครียดกับการเรียนเนี่ยครับ คือพยายามเครียดให้น้อยที่สุด จะบอกว่าไม่เครียดเลย มันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราทำตัวให้มีความสุขไว้ มันก็จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นครับ แต่คิดบวกมากเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกันครับ

หลายๆคนก็อาจจะคิดว่าโลกสวย ซึ่งถ้าเราคิดบวกมากเกินไปอาจจะทำให้เราหยุดทำสิ่งที่เราทำอยู่ คือถ้าเราคิดว่า เราดีแล้ว เราไม่ทำต่อแล้ว มันก็ไม่ใช่ครับ ก็คือต้องทำให้เต็มที่

มุมมองที่มีต่อคุณครู

เค้าก็ต้องทำตามระบบที่มีการวางแผนไว้อยู่แล้ว เค้าต้องทำตามหลักสูตร คือเค้าไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ถ้าไม่ทำตามหลักสูตร เค้าก็อาจจะสอนไม่ทัน ข้อสอบที่ออกนักเรียนก็อาจจะทำไม่ได้อะไรอย่างงี้ครับ เลยต้องทำตามทุกอย่างเป๊ะๆ ก็มีครูหลายๆคนที่ผมเห็นว่าเค้าตั้งใจที่จะสอนนักเรียนจริงๆ เค้าดูมีความสนุกกับการเรียนการสอน ซึ่งนักเรียนที่เรียนกับเค้าก็จะรู้สึกสนุกไปด้วย ทำให้ในคาบของเค้ามันไปได้สมูทมากครับ

น้องเชนคิดอย่างไรกับการศึกษาคือทุกอย่างของชีวิต?

มันก็เป็นส่วนสำคัญของชีวิตครับ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง คือสังคมไทยส่วนใหญ่ก็จะกดดันให้นักเรียนไทยส่วนใหญ่ไปเรียนหมอ เพราะเค้าคิดว่าการเรียนหมอ การจบหมอมา มันดูดี มันหางานง่าย ได้รายได้ดี แต่ว่าบางคนที่เค้าไม่ได้ชอบด้านนี้มันอาจจะทำให้การเรียนของเค้าแย่ลง เค้าอาจจะจบมาได้ แต่เค้าอาจจะไม่ได้รู้สึกดีกับงานที่เค้าทำอยู่

“อยากฝากถึงพ่อแม่แต่ละคน อย่าเพิ่งกำหนดเส้นทางของลูก คือให้ลูกคุณ ค่อยๆคิดทางที่เค้าอยากไป ซึ่งตอนนี้ถ้าคุณคิดให้ลูกไว้แล้ว ลองถามลูกของคุณว่าเค้าอยากไปจริงๆหรือเปล่าตามเส้นทางนั้น ถ้าเค้าไม่อยาก ก็อยากแนะนำให้ ปล่อยให้เค้าคิดเอง ว่าลูกเค้าสนุกกับอะไร ลูกเค้าชอบอะไร”

บทสัมภาษณ์น้องเชน บน youtube

Copyright © 2018. All rights reserved.